บริษัทไม่มีรายได้ต้องปิดบริษัทไหม

บริษัทไม่มีรายได้ไม่จำเป็นต้องปิดบริษัททันที แต่การไม่มีรายได้ไม่ได้ทำให้หน้าที่หายไป บริษัทยังต้องทำบัญชี ส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรอง ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50/ภ.ง.ด.51) และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนหากจด VAT หากไม่มีแผนกลับมาดำเนินกิจการ การปิดบริษัทอย่างถูกต้องมักลดภาระระยะยาวได้มากกว่าการปล่อยทิ้ง ซึ่งเสี่ยงต่อค่าปรับ การถูกศาลสั่งเลิก และการถูกขีดชื่อโดยความรับผิดยังคงอยู่
บริษัทไม่มีรายได้ยังต้องทำอะไรบ้าง
คำตอบตรง ๆ คือ บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่ตามกฎหมายตราบเท่าที่ยังจดทะเบียนอยู่ ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ หน้าที่หลักมีดังนี้
หน้าที่ | ยังต้องทำหรือไม่เมื่อไม่มีรายได้ | หมายเหตุ |
ทำบัญชีและเก็บเอกสาร | ต้องทำ | พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ม.14 กำหนดเก็บบัญชีและเอกสาร 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี |
ส่งงบการเงินประจำปี | ต้องส่ง | งบของบริษัทจำกัดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบ การไม่ส่งงบมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 |
ยื่น ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 | ต้องยื่นตามหลักทั่วไปของภาษีเงินได้นิติบุคคล | แม้ไม่มีภาษีต้องชำระ กำหนดเวลาและเงื่อนไขให้ตรวจสอบกับกรมสรรพากร |
ยื่น ภ.พ.30 (ถ้าจด VAT) | ต้องยื่นทุกเดือน แม้ไม่มียอดขาย | หน้าที่อยู่จนกว่าอธิบดีสั่งถอนชื่อ |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | ต้องทำเมื่อมีการจ่ายเงินได้ที่ต้องหัก | เช่น ค่าเช่า ค่าบริการ หรือเงินเดือน |
ประชุมผู้ถือหุ้นและรักษาข้อมูลทะเบียน | ต้องทำตามกฎหมายและข้อบังคับ | รายละเอียดให้ตรวจสอบกับ DBD |
ข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้าม: "งบเปล่า" ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำอะไร งบที่ไม่มีรายได้ยังต้องจัดทำโดยผู้ทำบัญชี และสำหรับบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเช่นเดียวกับงบทั่วไป
ทำไมค่าใช้จ่ายของบริษัทที่ไม่มีรายได้จึงไม่เป็นศูนย์
เพราะหน้าที่ข้างต้นต้องมีคนทำ บริษัทจึงยังมีค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และค่ายื่นแบบภาษีทุกปี บางบริษัทยังมีค่าเช่าสำนักงาน ค่าธรรมเนียมธนาคาร หรือค่าบริการอื่นด้วย เมื่อไม่มีรายได้มาชดเชย ต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นภาระที่สะสมทุกปี
ถ้าปล่อยบริษัทที่ไม่มีรายได้ไว้เฉย ๆ จะเกิดอะไรขึ้น
คำตอบสั้น ๆ คือ ความเสี่ยงจะสะสมทั้งด้านค่าปรับ ภาษี และสถานะทางกฎหมาย และการที่บริษัทถูกขีดชื่อไม่ได้ทำให้ความรับผิดหมดไป
ความเสี่ยงที่ 1: ค่าปรับและภาระภาษีสะสม
· การไม่ส่งงบการเงินมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543
· หากจด VAT และหยุดยื่น ภ.พ.30 อาจเกิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และหน้าที่ยื่นยังคงอยู่
· หน้าที่ยื่นงบหรือภาษีที่ค้างไม่หายไป และหากภายหลังต้องการปิดบริษัท กรมสรรพากรต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบ ทำให้ต้องเคลียร์ย้อนหลังอยู่ดี
ความเสี่ยงที่ 2: ศาลอาจสั่งเลิกบริษัท (ม.1237)
ตาม ม.1237 ป.พ.พ. ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทได้ในบางกรณี เช่น บริษัทไม่เริ่มทำการภายใน 1 ปีนับแต่วันจดทะเบียน หรือหยุดทำการถึง 1 ปีเต็ม หรือบริษัทขาดทุนโดยไม่มีหวังฟื้น แปลว่าบริษัทที่ไม่มีรายได้และไม่ได้ดำเนินกิจการนานพอ อยู่ในสถานะที่อาจถูกร้องขอให้ศาลสั่งเลิกได้ ซึ่งผู้ถือหุ้นจะควบคุมกระบวนการได้น้อยกว่าการเลิกเอง
ความเสี่ยงที่ 3: ถูกขีดชื่อเป็นบริษัทร้าง แต่ความรับผิดยังอยู่ (ม.1273/1–1273/4)
· ม.1273/1 ถ้านายทะเบียนมีเหตุอันควรเชื่อว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการ จะส่งจดหมายสอบถาม หากไม่ตอบภายใน 30 วัน จะประกาศ และขีดชื่อออกจากทะเบียนเมื่อพ้น 90 วัน
· ม.1273/3 เมื่อถูกขีดชื่อ บริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคล แต่ความรับผิดของกรรมการ หุ้นส่วน และผู้ถือหุ้นยังคงอยู่
· ม.1273/4 สามารถร้องขอต่อศาลให้คืนชื่อบริษัทเข้าสู่ทะเบียนได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันขีดชื่อ
ข่าว MGR Online (5 ส.ค. 2569) รายงานว่า DBD ประกาศจะขีดชื่อนิติบุคคลในกรุงเทพฯ 11,234 ราย ในจำนวนนี้ 8,446 รายเป็นกรณีไม่ส่งงบการเงิน 3 ปีติดต่อกัน โดยให้เวลาชี้แจง 90 วัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าบริษัทที่ถูกปล่อยทิ้งจำนวนมากกำลังเข้าสู่กระบวนการนี้
สรุปความเสี่ยง: การถูกขีดชื่อไม่ใช่ "การปิดบริษัทฟรี" เพราะไม่มีการชำระบัญชี หนี้และหน้าที่ที่ค้างอยู่จึงไม่ได้รับการสะสาง และยังอาจถูกเรียกให้รับผิดภายหลัง
บริษัทไม่มีรายได้ควรคงไว้ หรือควรปิดบริษัท
คำตอบตรง ๆ คือ ขึ้นกับว่าบริษัทมีแผนและเหตุผลที่จะกลับมาดำเนินกิจการหรือไม่ หากมี การคงไว้อย่างถูกต้องเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล หากไม่มี การปิดบริษัทอย่างถูกต้องมักคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ส่วนการปล่อยทิ้งไม่ใช่ทางเลือกที่ควรพิจารณา
ตารางเปรียบเทียบ 3 ทางเลือก
ประเด็น | คงบริษัทไว้อย่างถูกต้อง | ปิดบริษัท (เลิกและชำระบัญชี) | ปล่อยทิ้ง |
หน้าที่ทำบัญชี/ส่งงบ/ยื่นภาษี | ต้องทำทุกปี | ทำจนจดเสร็จการชำระบัญชี แล้วสิ้นสุด | ยังมีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำ |
ค่าใช้จ่าย | ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ทุกปีต่อเนื่อง | ค่าใช้จ่ายครั้งเดียวในการปิด | ค่าปรับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม สะสม |
ใช้บริษัทกลับมาทำธุรกิจได้ | ได้ | ไม่ได้ ต้องจดทะเบียนใหม่ | ไม่สะดวก ต้องเคลียร์ย้อนหลังก่อน |
ความเสี่ยงทางกฎหมาย | ต่ำ หากทำครบ | ต่ำ เมื่อชำระบัญชีถูกต้อง | สูง: ศาลสั่งเลิก (ม.1237) ขีดชื่อ (ม.1273/1) ความรับผิดยังอยู่ (ม.1273/3) |
การคุ้มครองหลังจบ | ไม่เกี่ยว | ม.1272 ห้ามฟ้องเรียกหนี้เมื่อพ้น 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการชำระบัญชี | ไม่มีการชำระบัญชีที่ปิดเรื่องอย่างเป็นระบบ |
เมื่อไรควรคงบริษัทไว้
· มีแผนธุรกิจชัดเจนที่จะกลับมาดำเนินกิจการในระยะเวลาที่คาดการณ์ได้
· บริษัทถือสัญญา ใบอนุญาต หรือสิทธิบางอย่างที่ต้องใช้นิติบุคคลเดิม (ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละสัญญาหรือใบอนุญาต)
· ผู้ถือหุ้นพร้อมรับภาระค่าทำบัญชีและสอบบัญชีทุกปี และมอบหมายผู้รับผิดชอบชัดเจน
· ตระหนักว่าหากหยุดทำการถึง 1 ปีเต็ม อาจเข้าเหตุที่ศาลสั่งเลิกได้ตาม ม.1237
เมื่อไรควรปิดบริษัท
· ไม่มีแผนกลับมาดำเนินกิจการ หรือธุรกิจเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว
· ต้นทุนรักษาบริษัทรายปีไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้
· ผู้ถือหุ้นต้องการคืนทุนที่เหลือ หรือต้องการยุติความรับผิดอย่างเป็นระบบ
· ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการต้องการโฟกัสธุรกิจใหม่โดยไม่มีภาระเดิมค้าง
ถ้าตัดสินใจปิดบริษัทที่ไม่มีรายได้ ต้องเริ่มอย่างไร
คำตอบสั้น ๆ คือ เริ่มจากเคลียร์สถานะบัญชีและภาษีให้เป็นปัจจุบัน แล้วเดินตามขั้นตอนเลิกและชำระบัญชีตามปกติ บริษัทที่ไม่มีรายได้มักมีรายการให้สะสางน้อย จึงมีแนวโน้มปิดได้ง่ายกว่าบริษัทที่ยังมีธุรกรรม
1. ตรวจสถานะงบการเงินและแบบภาษีย้อนหลัง หากค้าง ควรเคลียร์ เพราะหน้าที่ที่ค้างไม่หายไป และกรมสรรพากรต้องใช้ข้อมูลในการตรวจสอบ
2. ตรวจว่าบริษัทจด VAT หรือไม่ หากจด ต้องเตรียมยื่น ภ.พ.09 ภายใน 15 วันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ และยื่น ภ.พ.30 ต่อจนได้รับแจ้งการถอนชื่อ
3. ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิก (ส่งหนังสือนัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 14 วัน มติไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของเสียงผู้มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง)
4. ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก ประกาศหนังสือพิมพ์ แจ้งเจ้าหนี้ทางจดหมายลงทะเบียน และจดทะเบียนเลิกกับ DBD
5. แจ้งสรรพากรตาม ม.72 ภายใน 15 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดเลิก
6. ปิดงบ ณ วันเลิก ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรอง และยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน
7. ประชุมอนุมัติรายงานการชำระบัญชี และจดเสร็จภายใน 14 วันนับแต่วันประชุม
รายละเอียดเอกสารครบทุกขั้นอ่านได้ในบทความหลักเรื่องขั้นตอนปิดบริษัท 2569
ตัวอย่างสถานการณ์: 2 บริษัทที่ไม่มีรายได้
ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ
บริษัท จี จำกัด จดทะเบียนเพื่อทำแอปพลิเคชันแต่โปรเจกต์ไม่ได้เริ่ม ไม่มีรายได้ตั้งแต่จดทะเบียน ไม่จด VAT ไม่มีลูกจ้าง และไม่มีแผนเริ่มใหม่ ผู้ถือหุ้นยังจ่ายค่าทำบัญชีและสอบบัญชีทุกปี กรณีนี้บริษัทเข้าลักษณะไม่เริ่มทำการภายใน 1 ปีนับแต่จดทะเบียนตาม ม.1237 แล้ว การปิดบริษัทอย่างถูกต้องจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล และเนื่องจากไม่มีทรัพย์สินหรือหนี้ซับซ้อน การชำระบัญชีมีแนวโน้มไม่ยุ่งยาก
บริษัท เอช จำกัด นำเข้าสินค้า จด VAT หยุดขายชั่วคราว 8 เดือนเพื่อหาซัพพลายเออร์ใหม่ และมีแผนกลับมาขายภายในปีหน้า กรณีนี้การคงบริษัทไว้อย่างถูกต้องสมเหตุสมผล โดยต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้ไม่มียอด ส่งงบ และยื่นภาษีตามปกติ พร้อมติดตามไม่ให้การหยุดทำการยาวถึง 1 ปีเต็มโดยไม่มีแผน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของบริษัทที่ไม่มีรายได้
· คิดว่าไม่มีรายได้ไม่ต้องส่งงบ ทั้งที่การไม่ส่งงบมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท
· หยุดยื่น ภ.พ.30 เพราะไม่มียอดขาย ทั้งที่ยังเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
· ปล่อยให้ถูกขีดชื่อแทนการปิด โดยเข้าใจว่าเป็นทางลัดที่ไม่มีผล ทั้งที่ ม.1273/3 ให้ความรับผิดคงอยู่
· ไม่อ่านจดหมายจากนายทะเบียน ทำให้พลาดช่วงเวลาชี้แจงภายใน 30 วันตาม ม.1273/1
· รอจนค้างหลายปีแล้วค่อยปิด ทำให้ต้องทำบัญชีและสอบบัญชีย้อนหลังหลายรอบ ต้นทุนการปิดสูงขึ้น
· ใช้บัญชีธนาคารบริษัทเป็นบัญชีส่วนตัวระหว่างหยุดกิจการ ทำให้บัญชีซับซ้อนเมื่อต้องปิดงบ
คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
ส่วนนี้เป็นคำแนะนำเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย
· ตั้งคำถาม 3 ข้อทุกสิ้นปี: จะกลับมาดำเนินกิจการเมื่อไร ต้นทุนรักษาบริษัทต่อปีเท่าไร และบริษัทถือสิทธิหรือสัญญาที่ต้องใช้นิติบุคคลเดิมหรือไม่ ถ้าตอบข้อแรกไม่ได้ ควรเริ่มพิจารณาปิด
· อย่ารอให้ค้างงบ ยิ่งค้างนาน ต้นทุนการปิดยิ่งสูง เพราะต้องเคลียร์ย้อนหลังก่อน
· พิจารณาปิด VAT แยกต่างหาก หากบริษัทหยุดประกอบกิจการที่ต้องเสีย VAT แต่ยังต้องการคงนิติบุคคลไว้ ควรปรึกษาสรรพากรพื้นที่ถึงเงื่อนไขการแจ้งเลิกประกอบกิจการตาม ม.85/15
· มอบหมายผู้รับผิดชอบดูแลเอกสารราชการ เพื่อไม่ให้พลาดจดหมายจากนายทะเบียนหรือสรรพากร
· ไม่แนะนำให้ปล่อยบริษัทร้าง ไม่ว่าในกรณีใด เพราะไม่ได้ยุติความรับผิด และไม่มีการสะสางทรัพย์สินหรือหนี้อย่างเป็นระบบ
สรุป
บริษัทไม่มีรายได้ยังมีหน้าที่ครบทั้งการทำบัญชี ส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรอง ยื่น ภ.ง.ด.50/ภ.ง.ด.51 และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนหากจด VAT การคงบริษัทไว้อย่างถูกต้องเหมาะเมื่อมีแผนกลับมาดำเนินกิจการ ส่วนบริษัทที่ไม่มีแผนดังกล่าว การปิดบริษัทอย่างถูกต้องช่วยยุติภาระรายปีและปิดความรับผิดอย่างเป็นระบบ การปล่อยทิ้งเสี่ยงต่อค่าปรับ การถูกศาลสั่งเลิกตาม ม.1237 และการถูกขีดชื่อตาม ม.1273/1 โดยความรับผิดของกรรมการและผู้ถือหุ้นยังคงอยู่
FAQ
บริษัทจดทะเบียนแล้วแต่ไม่เคยเปิดบัญชีธนาคารหรือทำธุรกรรมเลย ยังต้องส่งงบไหม?
ต้องส่ง หน้าที่จัดทำและส่งงบการเงินเกิดขึ้นเพราะบริษัทเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนอยู่ ไม่ได้ขึ้นกับว่ามีธุรกรรมหรือไม่ งบของบริษัทจำกัดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบ และการไม่ส่งงบมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 หากไม่มีแผนเริ่มกิจการ ควรพิจารณาปิดบริษัทแทนการส่งงบเปล่าไปเรื่อย ๆ
ถ้าได้รับจดหมายจากนายทะเบียนถามว่ายังประกอบกิจการอยู่หรือไม่ ควรทำอย่างไร?
ควรตอบภายในกำหนด เพราะตาม ม.1273/1 หากไม่ตอบภายใน 30 วัน นายทะเบียนจะประกาศและขีดชื่อเมื่อพ้น 90 วัน หากบริษัทยังดำเนินกิจการหรือมีแผนชัดเจน ให้ชี้แจงพร้อมหลักฐาน หากไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว ควรใช้โอกาสนี้เริ่มกระบวนการเลิกและชำระบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้ความรับผิดค้างอยู่หลังถูกขีดชื่อ
บริษัทถูกขีดชื่อเป็นร้างแล้ว จะกลับมาใช้ได้อีกไหม?
ได้ในบางกรณี ตาม ม.1273/4 สามารถร้องขอต่อศาลให้คืนชื่อบริษัทเข้าสู่ทะเบียนได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันขีดชื่อ (ผู้มีสิทธิร้องขอและเงื่อนไขให้ตรวจสอบกับตัวบทและผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย) ซึ่งเป็นกระบวนการทางศาลที่มีขั้นตอนและค่าใช้จ่าย และหลังคืนชื่อแล้ว บริษัทยังต้องจัดการหน้าที่ที่ค้างอยู่ การป้องกันไม่ให้ถูกขีดชื่อตั้งแต่ต้นจึงง่ายกว่า
บริษัทไม่มีรายได้แต่มีเงินกู้จากกรรมการ ปิดบริษัทได้หรือไม่?
ได้ เงินกู้จากกรรมการถือเป็นหนี้ของบริษัทที่ต้องจัดการในการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีต้องแจ้งเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในเอกสารตาม ม.1253 และคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องใช้ชำระหนี้ตาม ม.1269 หากทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ทั้งหมด ต้องพิจารณาตาม ม.1265–1266 ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงมติเลิก
ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ไม่มีรายได้ มีหน้าที่ต่างจากบริษัทจำกัดหรือไม่?
หน้าที่ทำบัญชี ส่งงบ และยื่นภาษียังมีเช่นกัน ความต่างสำคัญคือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ครบทั้ง 3 เงื่อนไข ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ตรวจงบประจำปีได้ ส่วนบริษัทจำกัดต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) หากจะปิดห้าง ขั้นตอนใช้ความยินยอมของหุ้นส่วนแทนมติพิเศษ
หยุดกิจการชั่วคราวโดยไม่ปิดบริษัท ต้องแจ้ง DBD หรือไม่?
ณ วันที่ตรวจสอบข้อมูล ไม่พบข้อมูลยืนยันขั้นตอนการแจ้ง "พักกิจการ" กับ DBD ที่ทำให้หน้าที่ส่งงบหรือยื่นภาษีหมดไป ต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ยืนยันได้คือบริษัทยังต้องปฏิบัติหน้าที่ทางบัญชีและภาษีตามปกติ และหากหยุดทำการถึง 1 ปีเต็ม อาจเข้าเหตุที่ศาลสั่งเลิกตาม ม.1237
ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?
ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?
ไม่ว่าจะคงบริษัทไว้หรือปิด สิ่งแรกคือรู้สถานะจริงของบริษัท ThaiRegisters ช่วยประเมินและดำเนินการได้ทั้งสองทาง
· ตรวจสถานะงบการเงิน ภาษี และ VAT ที่ค้างของบริษัทที่ไม่มีรายได้
· เปรียบเทียบต้นทุนการคงบริษัทไว้รายปีกับค่าใช้จ่ายในการปิดบริษัท
· ดูแลการทำบัญชีและยื่นภาษีให้ครบหากเลือกคงบริษัทไว้
· ดำเนินการเลิกบริษัท ชำระบัญชี และจดเสร็จการชำระบัญชีกับ DBD หากเลือกปิด
· ช่วยเตรียมคำชี้แจงเมื่อได้รับจดหมายจากนายทะเบียน
ข้อมูลที่ควรเตรียมเมื่อติดต่อ
· เลขทะเบียนนิติบุคคลหรือหนังสือรับรองบริษัท
· ปีล่าสุดที่ส่งงบการเงินและยื่น ภ.ง.ด.50
· บริษัทจด VAT หรือไม่ และยื่น ภ.พ.30 ล่าสุดเดือนใด
· จดหมายจากนายทะเบียนหรือสรรพากร (ถ้ามี)
· แผนธุรกิจในอนาคตของบริษัท


