top of page

วางแผนภาษีบริษัทอย่างถูกกฎหมาย: ใช้สิทธิที่กฎหมายให้ โดยไม่ข้ามเส้นหนีภาษี

Writer: Thairegisters
Thairegisters
2 minutes ago
3 min read
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 13 ตุลาคม 2569 | ผู้ตรวจทาน: นายอภิรักษ์ บวบทอง
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 13 ตุลาคม 2569 | ผู้ตรวจทาน: นายอภิรักษ์ บวบทอง


การวางแผนภาษีบริษัทอย่างถูกกฎหมาย คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้ไว้โดยตรง เช่น รักษาเงื่อนไขอัตราภาษี SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ใช้สิทธิหักรายจ่ายเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาที่ยังมีผล ใช้ผลขาดทุนสะสมภายใน 5 ปี และจัดเอกสารให้รายจ่ายหักได้ตามมาตรา 65 ตรี ทุกอย่างต้องเกิดจากธุรกรรมจริง ไม่ใช่การแจ้งเท็จหรือซ่อนรายได้ ซึ่งเป็นการหนีภาษีที่มีโทษอาญา


วางแผนภาษีกับหนีภาษี ต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่ "ธุรกรรมจริงและการเปิดเผยข้อมูลตามจริง" การวางแผนภาษีเลือกวิธีทำธุรกิจที่กฎหมายให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่วนการหนีภาษีคือการเจตนาแจ้งข้อความเท็จ ฉ้อโกง หรือใช้อุบายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับ

ประเด็น

วางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย

หนีภาษี

หลักการ

ใช้สิทธิที่กฎหมายให้ไว้โดยตรง

ปกปิดหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ธุรกรรม

เกิดขึ้นจริง มีเหตุผลทางธุรกิจ

ไม่เกิดขึ้นจริง หรือแจ้งต่างจากที่เกิด

เอกสาร

ครบ ตรวจสอบได้ ตรงกับบัญชี

ใบกำกับภาษีปลอม รายจ่ายที่ไม่มีผู้รับจริง

ตัวอย่าง

ใช้อัตรา SME, หักค่าฝึกอบรมเพิ่มตาม พ.ร.ฎ., ใช้ผลขาดทุนสะสม

ไม่บันทึกรายได้, ซื้อใบกำกับภาษี, ลงรายจ่ายส่วนตัวเป็นของบริษัท

ผลเมื่อถูกตรวจ

อธิบายได้ด้วยตัวบทและเอกสาร

ถูกประเมินภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และอาจถูกดำเนินคดีอาญา

 

ระหว่างสองขั้วนี้มี "พื้นที่สีเทา" คือธุรกรรมที่จัดขึ้นเพื่อผลทางภาษีเป็นหลักโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ บทความนี้ไม่แนะนำให้วางแผนในพื้นที่นั้น และกฎหมายเองมีเครื่องมือรองรับบางส่วน เช่น มาตรา 65 ทวิ (4) ที่ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาตลาดได้ เมื่อบริษัทโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

สิทธิทางภาษีที่บริษัทใช้ได้อย่างถูกกฎหมายมีอะไรบ้าง?

มี 5 กลุ่มหลักที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่เขียนบทความ ได้แก่ อัตรา SME, การหักรายจ่ายเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาที่ยังมีผล, ผลขาดทุนสะสม, การจัดเอกสารรายจ่ายให้หักได้ และการบริหารกระแสเงินสดภาษี

1. รักษาเงื่อนไขอัตราภาษี SME

บริษัทที่เข้าเงื่อนไข SME เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 530 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2560

กำไรสุทธิ

อัตรา SME

อัตราทั่วไป

0–300,000 บาท

ยกเว้น

ร้อยละ 20

300,001–3,000,000 บาท

ร้อยละ 15

ร้อยละ 20

เกิน 3,000,000 บาท

ร้อยละ 20

ร้อยละ 20

 

เงื่อนไขต้องครบทั้ง 2 ข้อ คือ ทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และ รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท การวางแผนในจุดนี้จึงหมายถึงการรู้ว่าการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่น การเพิ่มทุน จะกระทบสิทธิ SME อย่างไร และตัดสินใจโดยเห็นตัวเลขทั้งสองด้าน

2. ใช้สิทธิหักรายจ่ายเพิ่มที่ยังมีผลบังคับ

พระราชกฤษฎีกาบางฉบับให้บริษัทหักรายจ่ายได้มากกว่าที่จ่ายจริง เมื่อรายจ่ายนั้นเป็นสิ่งที่รัฐต้องการส่งเสริม ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้:

สิทธิ

สาระสำคัญ

ข้อควรตรวจสอบ

ค่าฝึกอบรมพนักงาน

ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เท่ากับร้อยละ 100 ของรายจ่าย (รวมแล้วหักได้ 2 เท่า) เมื่อส่งพนักงานฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมตามที่กระทรวงการคลังประกาศ ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 437

ตรวจว่าเงื่อนไขตามประกาศกระทรวงการคลังยังใช้ได้ และผู้จัดอบรมเข้าเกณฑ์

จ้างลูกจ้างอายุ 60 ปีขึ้นไป

หักเพิ่มอีกร้อยละ 100 ของค่าจ้าง สำหรับค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน และไม่เกินร้อยละ 10 ของลูกจ้างทั้งหมด ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 639

ตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากร

ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt

ครม. อนุมัติเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ให้บริษัทหักรายจ่ายลงทุนและค่าใช้บริการระบบได้ 2 เท่า สำหรับช่วง 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570

อ้างอิงกฎกระทรวงที่ออกในปี 2569 ตรวจเงื่อนไขกับกรมสรรพากรก่อนลงทุน

 

ข้อควรระวัง: สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่าหลายรายการที่เคยใช้ในอดีตสิ้นสุดไปแล้ว ก่อนใช้สิทธิใดก็ตาม ให้ตรวจว่าพระราชกฤษฎีกายังมีผลกับรอบบัญชีของบริษัท บทความหรือคำแนะนำที่อ้างสิทธิโดยไม่ระบุช่วงเวลา ควรตรวจซ้ำทุกครั้ง

3. ใช้ผลขาดทุนสะสมให้ทันก่อนหมดอายุ

มาตรา 65 ตรี (12) ให้นำผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบบัญชีปัจจุบัน มาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ บริษัทที่เคยขาดทุนควรมีตารางติดตามอายุผลขาดทุนแต่ละปี และยื่น ภ.ง.ด.50 ทุกปีให้ถูกต้องเพื่อเป็นหลักฐาน รายละเอียดในบทความ "บริษัทขาดทุนต้องเสียภาษีไหม"

4. จัดเอกสารให้รายจ่ายหักได้ตามกฎหมาย

ภาษีที่บริษัทจ่ายเกินจำเป็นจำนวนมากไม่ได้มาจากการไม่รู้สิทธิพิเศษ แต่มาจาก "รายจ่ายจริงที่หักไม่ได้เพราะเอกสารไม่พร้อม" มาตรา 65 ตรี กำหนดรายจ่ายต้องห้ามหลายรายการที่เกี่ยวกับเอกสารและวัตถุประสงค์ เช่น

·       รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ (65 ตรี (18))

·       รายจ่ายที่ไม่ใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (65 ตรี (13))

·       รายจ่ายที่ควรเป็นของรอบบัญชีอื่น (65 ตรี (9))

·       รายจ่ายส่วนตัวและการให้โดยเสน่หา (65 ตรี (3)) ยกเว้นการกุศลสาธารณะ การศึกษา หรือกีฬาตามเงื่อนไข ซึ่งหักได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

·       ค่ารับรองส่วนที่ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง (65 ตรี (4))

ด้าน VAT ก็เช่นกัน ภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีที่ข้อความไม่ครบในสาระสำคัญ หรือภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ นำมาหักไม่ได้ และภาษีซื้อที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่งเป็นภาษีซื้อต้องห้าม (มีข้อยกเว้นสำหรับบางกิจการ) การรู้รายการเหล่านี้ก่อนซื้อช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

5. บริหารกระแสเงินสดภาษีให้ถูกจังหวะ

บางมาตรการไม่ได้ลดภาษีสุทธิ แต่ช่วยเรื่องเงินสด เช่น การจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ที่ลดอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 1 (ครม. มีมติขยายถึง 31 ธันวาคม 2570 ควรตรวจสอบประกาศล่าสุด) และการประมาณการ ภ.ง.ด.51 อย่างสมเหตุสมผล เพราะหากประมาณการกำไรขาดเกินร้อยละ 25 ของกำไรจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาด

ตัวอย่างการวางแผนภาษีบริษัท SME

ตัวอย่างสมมติ (ตัวเลขใช้เพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น): บริษัท อี จำกัด ทุนชำระแล้ว 4 ล้านบาท รายได้ปีนี้ประมาณ 25 ล้านบาท คาดว่ากำไรสุทธิทางภาษี 2.5 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นกำลังพิจารณาเพิ่มทุนชำระแล้วเป็น 6 ล้านบาทก่อนสิ้นรอบบัญชี เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่

กรณี

การคำนวณ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยประมาณ

รักษาสิทธิ SME (ทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบไม่เกิน 5 ล้านบาท)

300,000 แรกยกเว้น + (2,500,000 − 300,000) × 15%

330,000 บาท

ทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบเกิน 5 ล้านบาท (ไม่เข้าเงื่อนไข SME)

2,500,000 × 20%

500,000 บาท

ส่วนต่าง

 

170,000 บาท

 

ข้อสังเกตจากตัวอย่าง (คำแนะนำเชิงปฏิบัติ):

1. เงื่อนไขทุนดูที่ "ทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี" ดังนั้นจังหวะเพิ่มทุนมีผลต่อภาษีของรอบนั้นจริง

2. หากธุรกิจต้องใช้เงินทันทีและการเพิ่มทุนคือทางที่เหมาะที่สุด การเสียสิทธิ SME ก็เป็นต้นทุนที่ยอมรับได้ ไม่ควรเลื่อนการตัดสินใจทางธุรกิจที่จำเป็นเพียงเพื่อภาษี

3. หากเลือกระดมเงินทางอื่นแทน เช่น เงินกู้จากกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ต้องทำเป็นธุรกรรมจริง มีสัญญาและเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล เพราะการให้กู้ที่ไม่มีค่าตอบแทนหรือต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาตลาดได้ตามมาตรา 65 ทวิ (4)

4. รายได้ 25 ล้านบาทใกล้เพดาน 30 ล้านบาท บริษัทควรติดตามรายได้ระหว่างปี เพราะถ้าเกิน สิทธิ SME จะหายไปทั้งรอบ

หมายเหตุ: ตัวอย่างนี้ไม่ได้แนะนำให้แตกบริษัทเพื่อกระจายรายได้ให้ต่ำกว่า 30 ล้านบาท การแยกบริษัทที่ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจจริง ไม่มีพนักงาน สถานที่ หรือการดำเนินงานแยกกัน และใช้ผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) มีความเสี่ยงสูงทั้งทางภาษีและทางกฎหมาย

ปฏิทินวางแผนภาษีบริษัทตลอดปี

การวางแผนภาษีที่ได้ผลเกิดขึ้นระหว่างปี ไม่ใช่ตอนปิดงบ ขั้นตอนด้านล่างเป็นแนวปฏิบัติที่แนะนำ

1. ต้นรอบบัญชี: ทบทวนผลปีก่อน ผลขาดทุนสะสมที่ยังใช้ได้ และสถานะเงื่อนไข SME ของปีนี้

2. ต้นรอบบัญชี: วางแผนรายจ่ายที่มีสิทธิหักเพิ่ม เช่น หลักสูตรอบรมพนักงาน หรือการใช้ระบบ e-Tax Invoice

3. ทุกเดือน: ตรวจเอกสารรายจ่ายและใบกำกับภาษีซื้อให้ครบก่อนบันทึกบัญชี

4. ก่อนครบ 6 เดือน: ประมาณการกำไรทั้งปีอย่างสมเหตุสมผลเพื่อยื่น ภ.ง.ด.51

5. ไตรมาสสุดท้าย: ทบทวนการตัดสินใจที่กระทบเงื่อนไข SME เช่น การเพิ่มทุน และติดตามรายได้สะสม

6. สิ้นรอบบัญชี: ตรวจรายจ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับตามเกณฑ์สิทธิ (มาตรา 65) ให้ลงรอบที่ถูกต้อง

7. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบ: ยื่น ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงิน (ออนไลน์ 158 วัน)

เช็กลิสต์วางแผนภาษีบริษัทอย่างถูกกฎหมาย

☐ ทุกรายการลดภาษีมีธุรกรรมจริงและเหตุผลทางธุรกิจรองรับ

☐ ตรวจเงื่อนไข SME ทั้งทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบ และรายได้ทั้งรอบ

☐ ตรวจว่าสิทธิหักรายจ่ายเพิ่มที่จะใช้ยังมีผลในรอบบัญชีนี้

☐ ทำตารางผลขาดทุนสะสมพร้อมปีที่หมดสิทธิใช้

☐ รายจ่ายทุกรายการมีหลักฐานผู้รับเงินและเกี่ยวกับกิจการ

☐ ธุรกรรมกับกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือบริษัทในเครือ ใช้ราคาและเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล

☐ ใบกำกับภาษีซื้อครบถ้วนและไม่ใช่ภาษีซื้อต้องห้าม

☐ ประมาณการ ภ.ง.ด.51 อย่างมีเหตุผลและเก็บเอกสารประกอบการประมาณการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางแผนภาษีบริษัท

·       ใช้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่าที่หมดอายุแล้ว เพราะอ่านจากบทความเก่า

·       ลงรายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของเป็นรายจ่ายบริษัท ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามและเพิ่มความเสี่ยงเมื่อถูกตรวจ

·       เพิ่มทุนก่อนสิ้นรอบโดยไม่รู้ว่ากระทบสิทธิ SME

·       ซื้อหรือรับใบกำกับภาษีจากผู้ที่ไม่ได้ขายสินค้าจริง ซึ่งเป็นการหนีภาษี ไม่ใช่การวางแผน

·       ตั้งราคาซื้อขายกับบริษัทในเครือหรือกรรมการต่ำกว่าตลาด โดยไม่มีเหตุผล

·       ประมาณการ ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินไปเพื่อเลื่อนการจ่ายภาษี จนเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20

·       เน้นลดภาษีจนลืมเป้าหมายธุรกิจ เช่น ซื้อของที่ไม่จำเป็นเพื่อให้กำไรลด ซึ่งเสียเงินสดมากกว่าภาษีที่ประหยัดได้


คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ


1. ตั้งคำถามว่า "ถ้าไม่มีภาษี เรายังทำธุรกรรมนี้ไหม" ถ้าคำตอบคือไม่ ให้ทบทวนอีกครั้ง การวางแผนภาษีที่ยั่งยืนเกิดจากธุรกรรมที่มีเหตุผลทางธุรกิจอยู่แล้ว

2. เริ่มจากพื้นฐานก่อนสิทธิพิเศษ การจัดเอกสารให้รายจ่ายจริงหักได้ครบ มักให้ผลมากกว่าการไล่หาสิทธิประโยชน์ใหม่

3. ตรวจวันหมดอายุของทุกสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะมาตรการที่ออกตามมติ ครม. ซึ่งต้องรอกฎหมายลำดับรองและอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม

4. บันทึกเหตุผลของการตัดสินใจไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น รายงานการประชุมเรื่องการเพิ่มทุนหรือการกู้ยืม เอกสารเหล่านี้ช่วยได้มากเมื่อถูกตรวจสอบ

5. วางแผนร่วมกับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่หลังปิดงบ เพราะเมื่อปิดงบแล้ว ทางเลือกที่ถูกกฎหมายเหลือน้อยมาก

สรุป: วางแผนภาษีบริษัทอย่างถูกกฎหมายควรเริ่มอย่างไร


การวางแผนภาษีบริษัทอย่างถูกกฎหมายเริ่มจากการใช้สิทธิที่กฎหมายให้โดยตรง ได้แก่ อัตรา SME ที่ต้องรักษาเงื่อนไขทุนชำระแล้วและรายได้ สิทธิหักรายจ่ายเพิ่มที่ยังมีผล ผลขาดทุนสะสมภายใน 5 ปี และเอกสารรายจ่ายที่ครบตามมาตรา 65 ตรี ทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนธุรกรรมจริง เพราะการแจ้งเท็จหรือปกปิดรายได้เป็นการหนีภาษีที่มีโทษจำคุก ดูภาพรวมภาษีของบริษัทได้ในบทความหลัก "บริษัทเปิดใหม่ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง"

แตกบริษัทเป็นหลายบริษัทเพื่อใช้อัตรา SME ได้ไหม?

กฎหมายไม่ได้ห้ามการมีหลายบริษัท แต่แต่ละบริษัทควรมีเหตุผลทางธุรกิจ การดำเนินงาน และรายได้ของตัวเองจริง หากแยกบริษัทเพียงเพื่อกระจายรายได้ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยไม่มีการดำเนินงานแยกกันจริง หรือใช้ผู้ถือหุ้นแทน จะมีความเสี่ยงถูกตรวจสอบและประเมินภาษี ธุรกรรมระหว่างกันที่ราคาต่ำกว่าตลาดยังถูกประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) ได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับโครงสร้าง

ซื้อรถยนต์ในนามบริษัทช่วยลดภาษีได้ไหม?

ช่วยได้บางส่วนหากใช้เพื่อกิจการจริง เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกา แต่ภาษีซื้อจากการซื้อ เช่า หรือเช่าซื้อรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง เป็นภาษีซื้อต้องห้าม (ยกเว้นบางกิจการ เช่น ขายรถหรือให้เช่ารถ) และการใช้รถเพื่อส่วนตัวเป็นรายจ่ายที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ อัตราและเพดานค่าเสื่อมราคาต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสรรพากร

บริจาคเงินช่วยลดภาษีบริษัทได้แค่ไหน?

มาตรา 65 ตรี (3) ให้หักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ การศึกษา หรือการกีฬาตามเงื่อนไขได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และเงินบริจาคให้พรรคการเมืองหักได้ไม่เกิน 50,000 บาท การบริจาคจึงควรทำเพราะต้องการสนับสนุนจริง และต้องเก็บหลักฐานการรับเงินจากผู้รับบริจาคที่เข้าเงื่อนไข สิทธิหักบริจาค 2 เท่าบางโครงการในอดีตสิ้นสุดแล้ว ควรตรวจสอบก่อนอ้าง

จ่ายเงินเดือนให้ญาติที่ไม่ได้ทำงานจริง หักเป็นรายจ่ายได้ไหม?

ไม่ควรทำ รายจ่ายที่ไม่ใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) และหากบันทึกค่าจ้างให้ผู้ที่ไม่ได้ทำงานจริงเพื่อลดภาษี อาจเข้าข่ายแจ้งข้อความเท็จ ซึ่งมาตรา 37 มีโทษจำคุก 3 เดือนถึง 7 ปีและปรับ การจ้างญาติทำได้หากทำงานจริง ค่าจ้างสมเหตุสมผล และหักภาษี ณ ที่จ่ายถูกต้อง

ถ้าเคยลงรายจ่ายผิดในปีก่อน ควรทำอย่างไร?

ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจขอบเขตของรายการที่ผิดก่อน แล้วพิจารณายื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง การแก้ไขเองก่อนถูกตรวจพบมักดีกว่าการรอ เพราะภาษีที่ชำระขาดมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนที่สะสมไปเรื่อย ๆ และไม่มีบทกฎหมายให้งดหรือลด อัตราเบี้ยปรับและขั้นตอนต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสรรพากร (1161)

ใช้ระบบ e-Tax Invoice แล้วได้สิทธิภาษีอย่างไร?

ครม. อนุมัติเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ให้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายลงทุนและค่าใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ได้ 2 เท่า สำหรับช่วง 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570 โดยมีกฎกระทรวงว่าด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกในปี 2569 ระบบนี้ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศอธิบดี ควรตรวจเงื่อนไขกับกรมสรรพากรก่อนลงทุน


ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?


การวางแผนภาษีที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูลจริงของบริษัทและตัวบทที่ยังมีผล ThaiRegisters ช่วยดูแลได้ ดังนี้

·       ทบทวนสถานะเงื่อนไข SME และผลกระทบของการเพิ่มทุนหรือการเติบโตของรายได้

·       ตรวจรายจ่ายและเอกสารให้หักได้ตามมาตรา 65 ตรี และตรวจภาษีซื้อต้องห้าม

·       ตรวจสอบสิทธิหักรายจ่ายเพิ่มที่ยังมีผลกับรอบบัญชีของบริษัท

·       ติดตามผลขาดทุนสะสมและประมาณการ ภ.ง.ด.51

·       วางปฏิทินภาษีทั้งปีร่วมกับงานบัญชีรายเดือน

ข้อมูลที่ควรเตรียมเมื่อติดต่อ

·       งบการเงินและ ภ.ง.ด.50 ปีล่าสุด

·       ทุนชำระแล้วปัจจุบันและแผนเพิ่มทุน (ถ้ามี)

·       รายได้และกำไรที่คาดการณ์ในปีนี้

·       แผนลงทุนหรือรายจ่ายสำคัญ เช่น เครื่องจักร ระบบ หรือการอบรมพนักงาน


bottom of page