top of page

ปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องจัดการอย่างไร

Writer: Thairegisters
Thairegisters
15 hours ago
2 min read
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 13 ตุลาคม 2569 | ผู้ตรวจทาน: อภิรักษ์ บวบทอง
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 13 ตุลาคม 2569 | ผู้ตรวจทาน: อภิรักษ์ บวบทอง

ปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ โดยใช้กระบวนการชำระบัญชีเป็นเครื่องมือจัดการ ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก ผู้ชำระบัญชีต้องลงประกาศหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกราย (ป.พ.พ. ม.1253) จากนั้นติดตามเก็บเงินจากลูกหนี้ ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อนหนี้อื่น (ม.1263) วางทรัพย์แทนเจ้าหนี้ที่ไม่มาทวง (ม.1264) และคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่เหลือหลังชำระหนี้ครบ หากทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ ต้องร้องขอให้ศาลสั่งล้มละลาย


ปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้ ต้องแจ้งเจ้าหนี้อย่างไร


ต้องแจ้ง 2 ช่องทางพร้อมกันภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก คือ ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง และส่งคำบอกกล่าวทางจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท

รายละเอียดหน้าที่ตาม ม.1253

หน้าที่

วิธีการ

กำหนดเวลา

หลักฐานที่ควรเก็บ

ประกาศให้เจ้าหนี้ยื่นทวงหนี้

ลงหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง

ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก

หน้าหนังสือพิมพ์ฉบับที่ลงประกาศ

แจ้งเจ้าหนี้รายตัว

จดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชี/เอกสาร

ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก

สำเนาจดหมายและใบรับฝากไปรษณีย์

จดทะเบียนเลิกและชื่อผู้ชำระบัญชี (ม.1254)

ยื่นต่อนายทะเบียน DBD

ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก

ใบรับคำขอ/หนังสือรับรอง

 

ข้อควรระวัง: ณ วันตรวจสอบข้อมูล คู่มือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ยังกำหนดให้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ จึงไม่ควรเข้าใจว่าการประกาศผ่านช่องทางออนไลน์ใดใช้แทนได้ ค่าลงประกาศและค่าไปรษณีย์แตกต่างตามผู้ให้บริการ

เจ้าหนี้ที่มักตกหล่น

·       เจ้าหนี้การค้าและผู้ให้บริการที่ยังมีใบแจ้งหนี้ค้าง

·       สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อหรือวงเงิน

·       ผู้ให้เช่าสำนักงาน อุปกรณ์ หรือยานพาหนะ

·       กรรมการหรือผู้ถือหุ้นที่ให้บริษัทกู้ยืม (เป็นเจ้าหนี้เช่นกัน)

·       ลูกจ้างที่ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างหรือค่าชดเชย

·       หน่วยงานรัฐ เช่น ภาษีค้างจ่ายต่อกรมสรรพากร หรือเงินสมทบประกันสังคม

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ: ให้ใช้บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ รายการเดินบัญชีธนาคาร และสัญญาที่ยังมีผลผูกพัน ประกอบกันเพื่อทำ "บัญชีรายชื่อเจ้าหนี้" ก่อนวันลงมติเลิก การส่งจดหมายครบทุกรายเป็นหลักฐานสำคัญว่าผู้ชำระบัญชีปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน


ต้องชำระหนี้เจ้าหนี้ตามลำดับอย่างไร


ค่าธรรมเนียม ภาระติดพัน และค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีต้องชำระก่อนหนี้อื่น (ป.พ.พ. ม.1263) จากนั้นจึงชำระหนี้อื่น และคืนส่วนที่เหลือให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องใช้ชำระหนี้ (ม.1269)

เมื่อเจ้าหนี้ไม่มาทวงหนี้

ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1264 กำหนดว่าหากเจ้าหนี้ไม่มาทวง ผู้ชำระบัญชีให้วางทรัพย์แทนการชำระหนี้

ความหมายเชิงปฏิบัติ: การวางทรัพย์คือการนำเงินที่ต้องชำระไปวางไว้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ถือว่าบริษัทได้ชำระหนี้แล้ว แม้เจ้าหนี้จะไม่มารับ ขั้นตอนและสถานที่วางทรัพย์ต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ไม่ควรทำคือการปิดบัญชีโดยตัดหนี้ทิ้งเอง หรือคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นไปทั้งที่ยังมีหนี้รอชำระ

เมื่อทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้

ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1265 ผู้ชำระบัญชีเรียกค่าหุ้นที่ยังค้างชำระจากผู้ถือหุ้นได้ และ ม.1266 หากเรียกค่าหุ้นครบแล้วทรัพย์สินยังไม่พอชำระหนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องร้องขอให้ศาลสั่งให้บริษัทล้มละลายทันที

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าการชำระบัญชีทั่วไปมาก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องปิดบริษัทที่มีหนี้สิน และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจ

อายุความหลังชำระบัญชีเสร็จ

ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1272 ห้ามฟ้องเรียกหนี้ของบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชี เมื่อพ้น 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการชำระบัญชี

ความหมายเชิงปฏิบัติ: ภายใน 2 ปีหลังชำระบัญชีเสร็จ ยังมีโอกาสที่เจ้าหนี้ซึ่งตกหล่นจะฟ้องร้องได้ การแจ้งเจ้าหนี้ครบตาม ม.1253 และการวางทรัพย์ตาม ม.1264 จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงของผู้ชำระบัญชีและผู้ถือหุ้นในช่วงนี้

ปิดบริษัทที่มีลูกหนี้ ต้องเก็บเงินให้ครบก่อนไหม

ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ติดตามเก็บหนี้จากลูกหนี้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาชำระหนี้และคืนผู้ถือหุ้น ลูกหนี้ที่ยังค้างจะทำให้การชำระบัญชียังไม่สามารถปิดได้จนกว่าจะได้ข้อยุติ ไม่ว่าจะเก็บได้ ประนีประนอม หรือมีเหตุผลรองรับว่าเก็บไม่ได้

อำนาจของผู้ชำระบัญชีในการจัดการลูกหนี้

ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1259 ให้อำนาจผู้ชำระบัญชีในการ

·       ฟ้องหรือต่อสู้คดีในนามบริษัท

·       ประนีประนอมยอมความ

·       ดำเนินกิจการเท่าที่จำเป็นเพื่อชำระสะสาง

·       ขายทรัพย์สินของบริษัท

·       ทำการอื่นที่จำเป็นเพื่อชำระบัญชีให้เสร็จ

ความหมายเชิงปฏิบัติ: ลูกหนี้ที่มีมูลค่าไม่สูงและติดตามยาก ผู้ชำระบัญชีอาจพิจารณาประนีประนอม เช่น ลดยอดบางส่วนเพื่อให้ได้รับชำระเร็ว หรือขายสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น การตัดสินใจเหล่านี้ควรบันทึกเหตุผลและเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับทราบ

ลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้

ถ้าติดตามแล้วเก็บไม่ได้จริง จะต้องพิจารณาตัดเป็นหนี้สูญทางบัญชี ส่วนการนำหนี้สูญไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องการติดตามทวงถามและหลักฐาน ต้องตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนบันทึก

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ: เก็บหลักฐานการทวงถามทุกครั้ง เช่น หนังสือทวงถาม อีเมล และบันทึกการเจรจา เพราะทั้งผู้สอบบัญชีที่ตรวจงบ ณ วันเลิกและเจ้าพนักงานประเมินจะใช้หลักฐานเหล่านี้พิจารณา

เงินกู้ยืมระหว่างบริษัทกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น จัดการอย่างไร

เงินกู้ยืมกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้นต้องจัดการเหมือนหนี้ปกติ ถ้ากรรมการให้บริษัทกู้ กรรมการคือเจ้าหนี้ ถ้ากรรมการยืมเงินบริษัทไป กรรมการคือลูกหนี้ ทั้งสองกรณีต้องเคลียร์ให้จบในการชำระบัญชี

กรณี

สถานะของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น

สิ่งที่ต้องทำ

ข้อควรระวัง

กรรมการให้บริษัทกู้ยืม

เจ้าหนี้

รวมในบัญชีเจ้าหนี้และส่งจดหมายแจ้งตาม ม.1253 ชำระคืนตามลำดับหนี้

ไม่ควรชำระคืนให้กรรมการก่อนเจ้าหนี้ภายนอกในลักษณะที่ทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบ

กรรมการยืมเงินบริษัท

ลูกหนี้

เรียกชำระคืน หรือหักกลบกับเงินที่จะคืนในฐานะผู้ถือหุ้นหลังชำระหนี้ครบ

การยกหนี้ให้กรรมการอาจมีผลทางภาษี ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์

เงินที่ไม่มีเอกสารสัญญา

ต้องพิสูจน์ก่อน

รวบรวมหลักฐานการโอนเงินและบันทึกบัญชี

ผู้สอบบัญชีอาจไม่ยอมรับยอดที่ไม่มีหลักฐาน

 

คำอธิบายเชิงปฏิบัติ: ในบริษัทขนาดเล็ก ยอด "เงินกู้ยืมกรรมการ" มักสะสมมาจากการที่กรรมการจ่ายค่าใช้จ่ายแทนบริษัท หรือนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้แยกชัด ก่อนเลิกบริษัทควรกระทบยอดกับหลักฐานจริงให้ครบ เพราะยอดนี้ส่งผลโดยตรงต่องบ ณ วันเลิกและต่อจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นจะได้คืน

ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัทที่มีทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้

ตัวอย่างสมมติ: บริษัท เอ จำกัด ให้บริการออกแบบ ตัดสินใจเลิกกิจการ ณ วันเลิกมีสถานะดังนี้

·       เงินฝากธนาคารคงเหลือจำนวนหนึ่ง

·       ลูกหนี้การค้า 3 ราย ในจำนวนนี้ 1 รายติดต่อไม่ได้

·       เจ้าหนี้การค้า 2 ราย และค่าเช่าสำนักงานเดือนสุดท้ายยังไม่ได้ชำระ

·       กรรมการผู้จัดการเคยให้บริษัทกู้ยืมเงินเพื่อใช้หมุนเวียน

แนวทางของผู้ชำระบัญชี:

1. ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก ลงประกาศหนังสือพิมพ์ และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้การค้า 2 ราย ผู้ให้เช่า และกรรมการผู้จัดการในฐานะเจ้าหนี้เงินกู้

2. ส่งหนังสือทวงถามลูกหนี้ทั้ง 3 ราย สำหรับรายที่ติดต่อไม่ได้ เก็บหลักฐานการติดตามไว้ และพิจารณาประนีประนอมหรือตัดหนี้สูญตามหลักเกณฑ์

3. ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อน แล้วชำระเจ้าหนี้การค้าและค่าเช่า

4. ชำระคืนเงินกู้กรรมการตามลำดับหนี้

5. หากเจ้าหนี้รายใดไม่มารับชำระ ให้วางทรัพย์ตาม ม.1264

6. เงินที่เหลือหลังชำระหนี้ครบจึงคืนให้ผู้ถือหุ้นตาม ม.1269

ขั้นตอนจัดการเจ้าหนี้และลูกหนี้ระหว่างชำระบัญชี

ขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการชำระบัญชี ส่วนขั้นตอนจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชีทั้งหมด ดูได้ในบทความหลักเรื่องขั้นตอนปิดบริษัท

☐ จัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งหมด พร้อมยอดคงค้างและหลักฐาน

☐ ลงประกาศหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก

☐ ส่งหนังสือทวงถามลูกหนี้ทุกราย และเก็บหลักฐานการติดตาม

☐ กระทบยอดเงินกู้ยืมกับกรรมการและผู้ถือหุ้น

☐ ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อน แล้วชำระหนี้อื่น

☐ วางทรัพย์สำหรับเจ้าหนี้ที่ไม่มาทวง

☐ พิจารณาประนีประนอมหรือตัดหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้ตามหลักเกณฑ์

☐ หากทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ ปรึกษาทนายความเรื่องการร้องขอให้ศาลสั่งล้มละลาย

☐ ถ้าชำระบัญชียังไม่เสร็จใน 3 เดือน ยื่นรายงานการชำระบัญชี (ลช.3) ทุก 3 เดือน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้

·       ส่งจดหมายเฉพาะเจ้าหนี้รายใหญ่: ม.1253 กำหนดให้ส่งถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชีหรือเอกสาร

·       คืนเงินผู้ถือหุ้นก่อนชำระหนี้ครบ: ขัดกับ ม.1269 และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ชำระบัญชี

·       ลืมว่ากรรมการที่ให้กู้ก็เป็นเจ้าหนี้: ทำให้ยอดในงบ ณ วันเลิกไม่ครบ

·       ตัดลูกหนี้ทิ้งโดยไม่มีหลักฐาน: อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หนี้สูญของกรมสรรพากร

·       ปิดบัญชีโดยตัดหนี้เจ้าหนี้ที่ไม่มาทวงทิ้งเอง: กฎหมายกำหนดให้วางทรัพย์แทน

·       ประเมินต่ำว่าทรัพย์สินพอชำระหนี้: ถ้าไม่พอจริง หน้าที่ตาม ม.1266 จะเกิดขึ้นทันที

คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

·       เคลียร์ลูกหนี้ก่อนลงมติเลิกเท่าที่ทำได้: การเก็บเงินในขณะที่บริษัทยังดำเนินกิจการปกติมักง่ายกว่าหลังประกาศเลิก เพราะลูกหนี้บางรายอาจชะลอการชำระเมื่อรู้ว่าบริษัทกำลังปิด

·       ทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ให้ครบก่อนนับ 14 วัน: เส้นตาย ม.1253 เริ่มนับจากวันเลิก การเตรียมรายชื่อไว้ก่อนช่วยลดความเสี่ยงตกหล่น

·       แยกบทบาทกรรมการให้ชัด: เมื่อกรรมการเป็นทั้งผู้ชำระบัญชี เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้น ควรบันทึกการตัดสินใจทุกเรื่องให้โปร่งใสในรายงานการประชุม

·       ประเมินภาระภาษีควบคู่: ภาษีค้างจ่ายต่อกรมสรรพากรเป็นหนี้ที่ต้องอยู่ในบัญชีเจ้าหนี้ด้วย และการชำระบัญชีเสร็จโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงานประเมินอาจทำให้ผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดฐานละเมิด (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2094/2553)

สรุป

การปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้ทำได้ผ่านการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. หัวใจสำคัญคือแจ้งเจ้าหนี้ครบทั้งทางหนังสือพิมพ์และจดหมายลงทะเบียนภายใน 14 วัน ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อนหนี้อื่น วางทรัพย์เมื่อเจ้าหนี้ไม่มาทวง และใช้อำนาจตาม ม.1259 ติดตาม ฟ้อง หรือประนีประนอมกับลูกหนี้ เงินกู้ยืมกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้นต้องจัดการเหมือนหนี้ปกติ และคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่เหลือหลังชำระหนี้ครบ หากทรัพย์สินไม่พอ ผู้ชำระบัญชีต้องร้องขอให้ศาลสั่งล้มละลาย การทำตามขั้นตอนครบถ้วนช่วยลดความเสี่ยงในช่วง 2 ปีหลังชำระบัญชีเสร็จตาม ม.1272


FAQ

ถ้ามีเจ้าหนี้ที่ไม่รู้ที่อยู่ ต้องส่งจดหมายอย่างไร?

ม.1253 กำหนดให้ส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท ควรใช้ที่อยู่ล่าสุดที่ปรากฏในเอกสาร เช่น ใบแจ้งหนี้หรือสัญญา และเก็บหลักฐานการส่งไว้ การประกาศหนังสือพิมพ์เป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้เจ้าหนี้ที่ติดต่อไม่ได้ทราบ หากเจ้าหนี้ไม่มาทวง ผู้ชำระบัญชีใช้วิธีวางทรัพย์ตาม ม.1264

กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน ปิดบริษัทแล้วจะได้เงินคืนไหม?

กรรมการที่ให้บริษัทกู้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ จะได้รับชำระคืนในขั้นชำระหนี้ ซึ่งมาก่อนการคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น แต่ต้องอยู่หลังค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีตาม ม.1263 ถ้าทรัพย์สินพอชำระหนี้ทั้งหมด กรรมการจะได้รับคืนครบ ถ้าไม่พอ ผู้ชำระบัญชีต้องพิจารณาหน้าที่ตาม ม.1266 และควรได้รับคำแนะนำจากทนายความ

เจ้าหนี้มาทวงหนี้หลังจดเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ทำอย่างไร?

ป.พ.พ. ม.1272 ห้ามฟ้องเรียกหนี้ของบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชี เมื่อพ้น 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการชำระบัญชี หมายความว่าภายใน 2 ปียังอาจถูกฟ้องได้ หากเกิดกรณีนี้ควรรวบรวมหลักฐานการประกาศหนังสือพิมพ์ จดหมายลงทะเบียน และการวางทรัพย์ แล้วปรึกษาทนายความเพื่อประเมินความรับผิด

ลูกค้าค้างชำระมานาน ตัดเป็นหนี้สูญแล้วปิดบริษัทได้เลยไหม?

ทางบัญชีสามารถพิจารณาตัดหนี้สูญได้เมื่อมีเหตุผลรองรับ แต่การหักเป็นรายจ่ายทางภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งต้องมีการติดตามทวงถามและหลักฐานตามที่กำหนด ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อน และเก็บหลักฐานการทวงถามไว้ให้ผู้สอบบัญชีที่ตรวจงบ ณ วันเลิกพิจารณา

ต้องรอเก็บลูกหนี้ให้ได้ครบก่อนลงมติเลิกบริษัทไหม?

กฎหมายไม่ได้บังคับให้เก็บลูกหนี้ครบก่อนลงมติเลิก ผู้ชำระบัญชีสามารถติดตามต่อในระหว่างชำระบัญชีได้ตามอำนาจ ม.1259 แต่ในทางปฏิบัติ การเก็บก่อนเลิกมักทำได้ง่ายกว่า และช่วยลดระยะเวลาชำระบัญชี ซึ่งหากเกิน 3 เดือนต้องยื่นรายงานการชำระบัญชีทุก 3 เดือน และเรียกประชุมใหญ่ทุกสิ้นปี

ภาษีค้างชำระถือเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องแจ้งด้วยไหม?

ภาษีที่บริษัทยังค้างชำระเป็นหนี้ของบริษัทที่ต้องจัดการในการชำระบัญชีเช่นเดียวกับหนี้อื่น นอกจากนี้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการต้องแจ้งการเลิกต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 15 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกตามประมวลรัษฎากร ม.72 และควรแจ้งสรรพากรพื้นที่เมื่อชำระบัญชีเสร็จ


ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?


หากบริษัทของคุณยังมีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้คงค้าง ThaiRegisters ช่วยวางขั้นตอนการชำระบัญชีให้ครบถ้วนได้ในเรื่องต่อไปนี้

·       จัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ และกระทบยอดเงินกู้ยืมกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น

·       ดำเนินการประกาศหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ภายในกำหนดเวลา

·       วางลำดับการชำระหนี้และการคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย

·       ดูแลงบ ณ วันเลิก ภาษี และรายงานการชำระบัญชีจนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

ข้อมูลที่ควรเตรียมเมื่อติดต่อ

·       งบการเงินล่าสุดหรืองบทดลอง

·       รายชื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้พร้อมยอดคงค้าง

·       สัญญาเงินกู้หรือหลักฐานเงินกู้ยืมกับกรรมการ/ผู้ถือหุ้น

·       สัญญาที่ยังมีผลผูกพัน เช่น สัญญาเช่า

·       สถานะภาษีค้างชำระ (ถ้ามี)


bottom of page