ปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องจัดการอย่างไร

ปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ โดยใช้กระบวนการชำระบัญชีเป็นเครื่องมือจัดการ ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก ผู้ชำระบัญชีต้องลงประกาศหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกราย (ป.พ.พ. ม.1253) จากนั้นติดตามเก็บเงินจากลูกหนี้ ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อนหนี้อื่น (ม.1263) วางทรัพย์แทนเจ้าหนี้ที่ไม่มาทวง (ม.1264) และคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่เหลือหลังชำระหนี้ครบ หากทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ ต้องร้องขอให้ศาลสั่งล้มละลาย
ปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้ ต้องแจ้งเจ้าหนี้อย่างไร
ต้องแจ้ง 2 ช่องทางพร้อมกันภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก คือ ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง และส่งคำบอกกล่าวทางจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท
รายละเอียดหน้าที่ตาม ม.1253
หน้าที่ | วิธีการ | กำหนดเวลา | หลักฐานที่ควรเก็บ |
ประกาศให้เจ้าหนี้ยื่นทวงหนี้ | ลงหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง | ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก | หน้าหนังสือพิมพ์ฉบับที่ลงประกาศ |
แจ้งเจ้าหนี้รายตัว | จดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชี/เอกสาร | ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก | สำเนาจดหมายและใบรับฝากไปรษณีย์ |
จดทะเบียนเลิกและชื่อผู้ชำระบัญชี (ม.1254) | ยื่นต่อนายทะเบียน DBD | ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก | ใบรับคำขอ/หนังสือรับรอง |
ข้อควรระวัง: ณ วันตรวจสอบข้อมูล คู่มือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ยังกำหนดให้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ จึงไม่ควรเข้าใจว่าการประกาศผ่านช่องทางออนไลน์ใดใช้แทนได้ ค่าลงประกาศและค่าไปรษณีย์แตกต่างตามผู้ให้บริการ
เจ้าหนี้ที่มักตกหล่น
· เจ้าหนี้การค้าและผู้ให้บริการที่ยังมีใบแจ้งหนี้ค้าง
· สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อหรือวงเงิน
· ผู้ให้เช่าสำนักงาน อุปกรณ์ หรือยานพาหนะ
· กรรมการหรือผู้ถือหุ้นที่ให้บริษัทกู้ยืม (เป็นเจ้าหนี้เช่นกัน)
· ลูกจ้างที่ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างหรือค่าชดเชย
· หน่วยงานรัฐ เช่น ภาษีค้างจ่ายต่อกรมสรรพากร หรือเงินสมทบประกันสังคม
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ: ให้ใช้บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ รายการเดินบัญชีธนาคาร และสัญญาที่ยังมีผลผูกพัน ประกอบกันเพื่อทำ "บัญชีรายชื่อเจ้าหนี้" ก่อนวันลงมติเลิก การส่งจดหมายครบทุกรายเป็นหลักฐานสำคัญว่าผู้ชำระบัญชีปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน
ต้องชำระหนี้เจ้าหนี้ตามลำดับอย่างไร
ค่าธรรมเนียม ภาระติดพัน และค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีต้องชำระก่อนหนี้อื่น (ป.พ.พ. ม.1263) จากนั้นจึงชำระหนี้อื่น และคืนส่วนที่เหลือให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องใช้ชำระหนี้ (ม.1269)
เมื่อเจ้าหนี้ไม่มาทวงหนี้
ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1264 กำหนดว่าหากเจ้าหนี้ไม่มาทวง ผู้ชำระบัญชีให้วางทรัพย์แทนการชำระหนี้
ความหมายเชิงปฏิบัติ: การวางทรัพย์คือการนำเงินที่ต้องชำระไปวางไว้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ถือว่าบริษัทได้ชำระหนี้แล้ว แม้เจ้าหนี้จะไม่มารับ ขั้นตอนและสถานที่วางทรัพย์ต้องตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ไม่ควรทำคือการปิดบัญชีโดยตัดหนี้ทิ้งเอง หรือคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นไปทั้งที่ยังมีหนี้รอชำระ
เมื่อทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้
ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1265 ผู้ชำระบัญชีเรียกค่าหุ้นที่ยังค้างชำระจากผู้ถือหุ้นได้ และ ม.1266 หากเรียกค่าหุ้นครบแล้วทรัพย์สินยังไม่พอชำระหนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องร้องขอให้ศาลสั่งให้บริษัทล้มละลายทันที
กรณีนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าการชำระบัญชีทั่วไปมาก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องปิดบริษัทที่มีหนี้สิน และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจ
อายุความหลังชำระบัญชีเสร็จ
ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1272 ห้ามฟ้องเรียกหนี้ของบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชี เมื่อพ้น 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการชำระบัญชี
ความหมายเชิงปฏิบัติ: ภายใน 2 ปีหลังชำระบัญชีเสร็จ ยังมีโอกาสที่เจ้าหนี้ซึ่งตกหล่นจะฟ้องร้องได้ การแจ้งเจ้าหนี้ครบตาม ม.1253 และการวางทรัพย์ตาม ม.1264 จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงของผู้ชำระบัญชีและผู้ถือหุ้นในช่วงนี้
ปิดบริษัทที่มีลูกหนี้ ต้องเก็บเงินให้ครบก่อนไหม
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ติดตามเก็บหนี้จากลูกหนี้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาชำระหนี้และคืนผู้ถือหุ้น ลูกหนี้ที่ยังค้างจะทำให้การชำระบัญชียังไม่สามารถปิดได้จนกว่าจะได้ข้อยุติ ไม่ว่าจะเก็บได้ ประนีประนอม หรือมีเหตุผลรองรับว่าเก็บไม่ได้
อำนาจของผู้ชำระบัญชีในการจัดการลูกหนี้
ข้อกฎหมาย: ป.พ.พ. ม.1259 ให้อำนาจผู้ชำระบัญชีในการ
· ฟ้องหรือต่อสู้คดีในนามบริษัท
· ประนีประนอมยอมความ
· ดำเนินกิจการเท่าที่จำเป็นเพื่อชำระสะสาง
· ขายทรัพย์สินของบริษัท
· ทำการอื่นที่จำเป็นเพื่อชำระบัญชีให้เสร็จ
ความหมายเชิงปฏิบัติ: ลูกหนี้ที่มีมูลค่าไม่สูงและติดตามยาก ผู้ชำระบัญชีอาจพิจารณาประนีประนอม เช่น ลดยอดบางส่วนเพื่อให้ได้รับชำระเร็ว หรือขายสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น การตัดสินใจเหล่านี้ควรบันทึกเหตุผลและเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับทราบ
ลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้
ถ้าติดตามแล้วเก็บไม่ได้จริง จะต้องพิจารณาตัดเป็นหนี้สูญทางบัญชี ส่วนการนำหนี้สูญไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องการติดตามทวงถามและหลักฐาน ต้องตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนบันทึก
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ: เก็บหลักฐานการทวงถามทุกครั้ง เช่น หนังสือทวงถาม อีเมล และบันทึกการเจรจา เพราะทั้งผู้สอบบัญชีที่ตรวจงบ ณ วันเลิกและเจ้าพนักงานประเมินจะใช้หลักฐานเหล่านี้พิจารณา
เงินกู้ยืมระหว่างบริษัทกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น จัดการอย่างไร
เงินกู้ยืมกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้นต้องจัดการเหมือนหนี้ปกติ ถ้ากรรมการให้บริษัทกู้ กรรมการคือเจ้าหนี้ ถ้ากรรมการยืมเงินบริษัทไป กรรมการคือลูกหนี้ ทั้งสองกรณีต้องเคลียร์ให้จบในการชำระบัญชี
กรณี | สถานะของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น | สิ่งที่ต้องทำ | ข้อควรระวัง |
กรรมการให้บริษัทกู้ยืม | เจ้าหนี้ | รวมในบัญชีเจ้าหนี้และส่งจดหมายแจ้งตาม ม.1253 ชำระคืนตามลำดับหนี้ | ไม่ควรชำระคืนให้กรรมการก่อนเจ้าหนี้ภายนอกในลักษณะที่ทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบ |
กรรมการยืมเงินบริษัท | ลูกหนี้ | เรียกชำระคืน หรือหักกลบกับเงินที่จะคืนในฐานะผู้ถือหุ้นหลังชำระหนี้ครบ | การยกหนี้ให้กรรมการอาจมีผลทางภาษี ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ |
เงินที่ไม่มีเอกสารสัญญา | ต้องพิสูจน์ก่อน | รวบรวมหลักฐานการโอนเงินและบันทึกบัญชี | ผู้สอบบัญชีอาจไม่ยอมรับยอดที่ไม่มีหลักฐาน |
คำอธิบายเชิงปฏิบัติ: ในบริษัทขนาดเล็ก ยอด "เงินกู้ยืมกรรมการ" มักสะสมมาจากการที่กรรมการจ่ายค่าใช้จ่ายแทนบริษัท หรือนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้แยกชัด ก่อนเลิกบริษัทควรกระทบยอดกับหลักฐานจริงให้ครบ เพราะยอดนี้ส่งผลโดยตรงต่องบ ณ วันเลิกและต่อจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นจะได้คืน
ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัทที่มีทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้
ตัวอย่างสมมติ: บริษัท เอ จำกัด ให้บริการออกแบบ ตัดสินใจเลิกกิจการ ณ วันเลิกมีสถานะดังนี้
· เงินฝากธนาคารคงเหลือจำนวนหนึ่ง
· ลูกหนี้การค้า 3 ราย ในจำนวนนี้ 1 รายติดต่อไม่ได้
· เจ้าหนี้การค้า 2 ราย และค่าเช่าสำนักงานเดือนสุดท้ายยังไม่ได้ชำระ
· กรรมการผู้จัดการเคยให้บริษัทกู้ยืมเงินเพื่อใช้หมุนเวียน
แนวทางของผู้ชำระบัญชี:
1. ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก ลงประกาศหนังสือพิมพ์ และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้การค้า 2 ราย ผู้ให้เช่า และกรรมการผู้จัดการในฐานะเจ้าหนี้เงินกู้
2. ส่งหนังสือทวงถามลูกหนี้ทั้ง 3 ราย สำหรับรายที่ติดต่อไม่ได้ เก็บหลักฐานการติดตามไว้ และพิจารณาประนีประนอมหรือตัดหนี้สูญตามหลักเกณฑ์
3. ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อน แล้วชำระเจ้าหนี้การค้าและค่าเช่า
4. ชำระคืนเงินกู้กรรมการตามลำดับหนี้
5. หากเจ้าหนี้รายใดไม่มารับชำระ ให้วางทรัพย์ตาม ม.1264
6. เงินที่เหลือหลังชำระหนี้ครบจึงคืนให้ผู้ถือหุ้นตาม ม.1269
ขั้นตอนจัดการเจ้าหนี้และลูกหนี้ระหว่างชำระบัญชี
ขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการชำระบัญชี ส่วนขั้นตอนจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชีทั้งหมด ดูได้ในบทความหลักเรื่องขั้นตอนปิดบริษัท
☐ จัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งหมด พร้อมยอดคงค้างและหลักฐาน
☐ ลงประกาศหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ภายใน 14 วันนับแต่วันเลิก
☐ ส่งหนังสือทวงถามลูกหนี้ทุกราย และเก็บหลักฐานการติดตาม
☐ กระทบยอดเงินกู้ยืมกับกรรมการและผู้ถือหุ้น
☐ ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อน แล้วชำระหนี้อื่น
☐ วางทรัพย์สำหรับเจ้าหนี้ที่ไม่มาทวง
☐ พิจารณาประนีประนอมหรือตัดหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้ตามหลักเกณฑ์
☐ หากทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ ปรึกษาทนายความเรื่องการร้องขอให้ศาลสั่งล้มละลาย
☐ ถ้าชำระบัญชียังไม่เสร็จใน 3 เดือน ยื่นรายงานการชำระบัญชี (ลช.3) ทุก 3 เดือน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้
· ส่งจดหมายเฉพาะเจ้าหนี้รายใหญ่: ม.1253 กำหนดให้ส่งถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชีหรือเอกสาร
· คืนเงินผู้ถือหุ้นก่อนชำระหนี้ครบ: ขัดกับ ม.1269 และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ชำระบัญชี
· ลืมว่ากรรมการที่ให้กู้ก็เป็นเจ้าหนี้: ทำให้ยอดในงบ ณ วันเลิกไม่ครบ
· ตัดลูกหนี้ทิ้งโดยไม่มีหลักฐาน: อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หนี้สูญของกรมสรรพากร
· ปิดบัญชีโดยตัดหนี้เจ้าหนี้ที่ไม่มาทวงทิ้งเอง: กฎหมายกำหนดให้วางทรัพย์แทน
· ประเมินต่ำว่าทรัพย์สินพอชำระหนี้: ถ้าไม่พอจริง หน้าที่ตาม ม.1266 จะเกิดขึ้นทันที
คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
· เคลียร์ลูกหนี้ก่อนลงมติเลิกเท่าที่ทำได้: การเก็บเงินในขณะที่บริษัทยังดำเนินกิจการปกติมักง่ายกว่าหลังประกาศเลิก เพราะลูกหนี้บางรายอาจชะลอการชำระเมื่อรู้ว่าบริษัทกำลังปิด
· ทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ให้ครบก่อนนับ 14 วัน: เส้นตาย ม.1253 เริ่มนับจากวันเลิก การเตรียมรายชื่อไว้ก่อนช่วยลดความเสี่ยงตกหล่น
· แยกบทบาทกรรมการให้ชัด: เมื่อกรรมการเป็นทั้งผู้ชำระบัญชี เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้น ควรบันทึกการตัดสินใจทุกเรื่องให้โปร่งใสในรายงานการประชุม
· ประเมินภาระภาษีควบคู่: ภาษีค้างจ่ายต่อกรมสรรพากรเป็นหนี้ที่ต้องอยู่ในบัญชีเจ้าหนี้ด้วย และการชำระบัญชีเสร็จโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงานประเมินอาจทำให้ผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดฐานละเมิด (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2094/2553)
สรุป
การปิดบริษัทที่มีเจ้าหนี้และลูกหนี้ทำได้ผ่านการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. หัวใจสำคัญคือแจ้งเจ้าหนี้ครบทั้งทางหนังสือพิมพ์และจดหมายลงทะเบียนภายใน 14 วัน ชำระค่าใช้จ่ายชำระบัญชีก่อนหนี้อื่น วางทรัพย์เมื่อเจ้าหนี้ไม่มาทวง และใช้อำนาจตาม ม.1259 ติดตาม ฟ้อง หรือประนีประนอมกับลูกหนี้ เงินกู้ยืมกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้นต้องจัดการเหมือนหนี้ปกติ และคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นได้เฉพาะส่วนที่เหลือหลังชำระหนี้ครบ หากทรัพย์สินไม่พอ ผู้ชำระบัญชีต้องร้องขอให้ศาลสั่งล้มละลาย การทำตามขั้นตอนครบถ้วนช่วยลดความเสี่ยงในช่วง 2 ปีหลังชำระบัญชีเสร็จตาม ม.1272
FAQ
ถ้ามีเจ้าหนี้ที่ไม่รู้ที่อยู่ ต้องส่งจดหมายอย่างไร?
ม.1253 กำหนดให้ส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท ควรใช้ที่อยู่ล่าสุดที่ปรากฏในเอกสาร เช่น ใบแจ้งหนี้หรือสัญญา และเก็บหลักฐานการส่งไว้ การประกาศหนังสือพิมพ์เป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้เจ้าหนี้ที่ติดต่อไม่ได้ทราบ หากเจ้าหนี้ไม่มาทวง ผู้ชำระบัญชีใช้วิธีวางทรัพย์ตาม ม.1264
กรรมการให้บริษัทกู้ยืมเงิน ปิดบริษัทแล้วจะได้เงินคืนไหม?
กรรมการที่ให้บริษัทกู้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ จะได้รับชำระคืนในขั้นชำระหนี้ ซึ่งมาก่อนการคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น แต่ต้องอยู่หลังค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีตาม ม.1263 ถ้าทรัพย์สินพอชำระหนี้ทั้งหมด กรรมการจะได้รับคืนครบ ถ้าไม่พอ ผู้ชำระบัญชีต้องพิจารณาหน้าที่ตาม ม.1266 และควรได้รับคำแนะนำจากทนายความ
เจ้าหนี้มาทวงหนี้หลังจดเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ทำอย่างไร?
ป.พ.พ. ม.1272 ห้ามฟ้องเรียกหนี้ของบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชี เมื่อพ้น 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการชำระบัญชี หมายความว่าภายใน 2 ปียังอาจถูกฟ้องได้ หากเกิดกรณีนี้ควรรวบรวมหลักฐานการประกาศหนังสือพิมพ์ จดหมายลงทะเบียน และการวางทรัพย์ แล้วปรึกษาทนายความเพื่อประเมินความรับผิด
ลูกค้าค้างชำระมานาน ตัดเป็นหนี้สูญแล้วปิดบริษัทได้เลยไหม?
ทางบัญชีสามารถพิจารณาตัดหนี้สูญได้เมื่อมีเหตุผลรองรับ แต่การหักเป็นรายจ่ายทางภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งต้องมีการติดตามทวงถามและหลักฐานตามที่กำหนด ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อน และเก็บหลักฐานการทวงถามไว้ให้ผู้สอบบัญชีที่ตรวจงบ ณ วันเลิกพิจารณา
ต้องรอเก็บลูกหนี้ให้ได้ครบก่อนลงมติเลิกบริษัทไหม?
กฎหมายไม่ได้บังคับให้เก็บลูกหนี้ครบก่อนลงมติเลิก ผู้ชำระบัญชีสามารถติดตามต่อในระหว่างชำระบัญชีได้ตามอำนาจ ม.1259 แต่ในทางปฏิบัติ การเก็บก่อนเลิกมักทำได้ง่ายกว่า และช่วยลดระยะเวลาชำระบัญชี ซึ่งหากเกิน 3 เดือนต้องยื่นรายงานการชำระบัญชีทุก 3 เดือน และเรียกประชุมใหญ่ทุกสิ้นปี
ภาษีค้างชำระถือเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องแจ้งด้วยไหม?
ภาษีที่บริษัทยังค้างชำระเป็นหนี้ของบริษัทที่ต้องจัดการในการชำระบัญชีเช่นเดียวกับหนี้อื่น นอกจากนี้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการต้องแจ้งการเลิกต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 15 วันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเลิกตามประมวลรัษฎากร ม.72 และควรแจ้งสรรพากรพื้นที่เมื่อชำระบัญชีเสร็จ
ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?
หากบริษัทของคุณยังมีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้คงค้าง ThaiRegisters ช่วยวางขั้นตอนการชำระบัญชีให้ครบถ้วนได้ในเรื่องต่อไปนี้
· จัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ และกระทบยอดเงินกู้ยืมกับกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
· ดำเนินการประกาศหนังสือพิมพ์และส่งจดหมายลงทะเบียนถึงเจ้าหนี้ภายในกำหนดเวลา
· วางลำดับการชำระหนี้และการคืนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย
· ดูแลงบ ณ วันเลิก ภาษี และรายงานการชำระบัญชีจนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี
ข้อมูลที่ควรเตรียมเมื่อติดต่อ
· งบการเงินล่าสุดหรืองบทดลอง
· รายชื่อเจ้าหนี้และลูกหนี้พร้อมยอดคงค้าง
· สัญญาเงินกู้หรือหลักฐานเงินกู้ยืมกับกรรมการ/ผู้ถือหุ้น
· สัญญาที่ยังมีผลผูกพัน เช่น สัญญาเช่า
· สถานะภาษีค้างชำระ (ถ้ามี)




