ทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีดี? เทียบ 3 ทางเลือกตามกฎหมายและต้นทุนจริงของ SME

ทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีดี ขึ้นกับว่าในกิจการมีคนที่มีคุณสมบัติ "ผู้ทำบัญชี" ตามกฎหมายหรือไม่ เพราะบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด (พ.ร.บ.การบัญชี ม.19) ถ้าไม่มี การจ้างสำนักงานบัญชีมักคุ้มกว่าการจ้างพนักงานประจำสำหรับ SME ที่เอกสารไม่มาก แต่ถ้ารายการค้าเยอะและต้องการข้อมูลรายวัน ทีมภายในที่มีคุณสมบัติอาจเหมาะกว่า
ทำบัญชีบริษัทเองได้ไหมตามกฎหมาย?
ได้ แต่ต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติครบเท่านั้น สำหรับนิติบุคคล การ "ทำเอง" ไม่ได้หมายถึงเจ้าของคนใดก็ได้ลงบัญชีแล้วยื่นงบ
พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด นิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในไทย และกิจการร่วมค้า เป็น "ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" (ม.8) และต้องจัดให้มี "ผู้ทำบัญชี" ที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด พร้อมควบคุมดูแลให้บันทึกบัญชีถูกต้องตามจริง (ม.19) ข้อยกเว้นให้ทำบัญชีเองได้ใช้กับบุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่ทำบัญชีเท่านั้น ไม่ใช่บริษัท
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีกับผู้ทำบัญชีต่างกันอย่างไร?
· ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คือตัวกิจการ (บริษัทหรือห้าง) ซึ่งต้องส่งมอบเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชีอย่างครบถ้วนถูกต้อง (ม.12) และรับผิดชอบให้มีการยื่นงบการเงิน
· ผู้ทำบัญชี คือบุคคลที่ลงรายการบัญชีและจัดทำงบการเงินให้แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินตามความเป็นจริง มีเอกสารประกอบครบถ้วน (ม.20)
แปลว่าแม้จ้างสำนักงานบัญชี หน้าที่ส่งเอกสารครบถ้วนและความรับผิดของกิจการยังอยู่ที่เจ้าของและกรรมการ การจ้างคนนอกไม่ได้โอนความรับผิดทั้งหมดออกไป
คุณสมบัติผู้ทำบัญชีปี 2569 มีอะไรบ้าง?
ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2568 มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สาระสำคัญที่เจ้าของกิจการควรรู้มีดังนี้
เงื่อนไข | สาระสำคัญ |
วุฒิการศึกษา | ปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า ทำบัญชีได้ทุกขนาด; อนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี ทำได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท |
สมาชิกภาพ | ต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีและต่ออายุรายปี ขาดสมาชิกภาพเท่ากับขาดคุณสมบัติ |
การทดสอบ | ผู้ทำบัญชีรายใหม่ตั้งแต่ปี 2569 ต้องผ่านการทดสอบในระบบ e-Accountant (60 ข้อ 90 นาที ผ่านตั้งแต่ร้อยละ 60) ผลสอบใช้ได้ 1 ปี ผู้ทำบัญชีเดิมที่ไม่ขาดสถานะไม่ต้องสอบ |
การพัฒนาความรู้ (CPD) | ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปีปฏิทิน เป็นด้านบัญชีไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และจรรยาบรรณไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง รายงานภายใน 31 ธันวาคม |
ปริมาณงาน | ผู้ทำบัญชี 1 คน รับทำงบได้ไม่เกิน 100 งบต่อปีปฏิทิน |
การแจ้ง | แจ้งรับทำหรือยกเลิกการทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ภายใน 30 วัน |
ข้อควรระวัง: ถ้าเจ้าของจบปริญญาตรีบัญชีแต่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี หรือเป็นผู้ทำบัญชีรายใหม่ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ e-Accountant ก็ยังไม่ถือว่ามีคุณสมบัติเป็นผู้ทำบัญชี
ถ้าไม่มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติจะเกิดอะไรขึ้น?
การฝ่าฝืน ม.19 วรรคหนึ่ง (เช่น ไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติ) มีค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท (ม.29) และหากไม่จัดทำบัญชีเลยตาม ม.8 หรือ ม.9 มีค่าปรับไม่เกิน 30,000 บาท และอีกวันละไม่เกิน 1,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติ (ม.28) นอกจากนี้ ม.40 กำหนดให้กรรมการผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบที่สั่งการหรือไม่ป้องกันต้องรับโทษด้วย
3 ทางเลือกในการทำบัญชีบริษัทมีอะไรบ้าง?
ในทางปฏิบัติ SME ไทยมีทางเลือกหลัก 3 แบบ และแบบผสม ซึ่งทุกแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติรับผิดชอบเป็นชื่อในระบบ
ทางเลือกที่ 1: เจ้าของหรือหุ้นส่วนเป็นผู้ทำบัญชีเอง
เหมาะเมื่อเจ้าของหรือหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งมีคุณสมบัติผู้ทำบัญชีครบ และมีเวลาจริง ข้อดีคือเข้าใจธุรกิจลึกและเห็นตัวเลขทันที ข้อเสียคือใช้เวลาของผู้บริหาร ต้องรักษาสมาชิกภาพและ CPD ทุกปี และขาดการตรวจทานจากมุมมองภายนอกก่อนส่งให้ผู้สอบบัญชี
ทางเลือกที่ 2: จ้างพนักงานบัญชีประจำ
เหมาะกับกิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากทุกวัน เช่น มีสต็อกหลายรายการ หลายสาขา หรือต้องออกเอกสารและติดตามลูกหนี้ทุกวัน ข้อดีคืออยู่ใกล้หน้างาน ตอบคำถามได้ทันที ข้อเสียคือมีต้นทุนคงที่ (เงินเดือน ประกันสังคม สวัสดิการ) ความเสี่ยงเมื่อพนักงานลาออก และพนักงานคนเดียวอาจไม่ครอบคลุมภาษีทุกเรื่อง
ทางเลือกที่ 3: จ้างสำนักงานบัญชี (Outsource)
เหมาะกับ SME ที่เอกสารต่อเดือนไม่มาก ยังไม่ต้องการคนประจำ และต้องการผู้ทำบัญชีที่ดูแลทั้งบัญชีและภาษีรายเดือน ข้อดีคือต้นทุนผันแปรตามปริมาณงาน มีความต่อเนื่องแม้พนักงานสำนักงานเปลี่ยน ข้อเสียคือข้อมูลอาจไม่เรียลไทม์ ขึ้นกับว่ากิจการส่งเอกสารตรงเวลาหรือไม่
แบบผสม: ทีมภายในบันทึกเบื้องต้น สำนักงานบัญชีตรวจและปิดงบ
กิจการหลายแห่งให้แอดมินภายในเก็บเอกสาร ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายรับรายจ่ายในโปรแกรม แล้วให้สำนักงานบัญชีที่มีผู้ทำบัญชีมีคุณสมบัติตรวจ ปรับปรุงรายการ ยื่นภาษี และปิดงบ แบบนี้ต้องตกลงขอบเขตให้ชัดว่าใครรับผิดชอบส่วนใด
ทำบัญชีเอง จ้างพนักงาน หรือจ้างสำนักงานบัญชี เทียบแบบไหนคุ้มกว่า?
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกิจการ ตารางด้านล่างเทียบตามปัจจัยที่มีผลจริง (เป็นข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย)
ปัจจัย | เจ้าของทำเอง (มีคุณสมบัติ) | พนักงานบัญชีประจำ | สำนักงานบัญชี |
เงื่อนไขกฎหมาย | ต้องมีคุณสมบัติผู้ทำบัญชีครบ | พนักงานต้องมีคุณสมบัติ หรือมีผู้ทำบัญชีภายนอกรับผิดชอบ | สำนักงานจัดผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติให้ |
ลักษณะต้นทุน | เวลาของผู้บริหาร + โปรแกรม | ต้นทุนคงที่รายเดือน + สวัสดิการ | ค่าบริการตามขอบเขตงาน |
ความเร็วของข้อมูล | เร็วถ้ามีเวลา | เร็ว อยู่หน้างาน | ขึ้นกับรอบส่งเอกสาร |
ความรู้ภาษีที่ครอบคลุม | ขึ้นกับประสบการณ์เจ้าของ | ขึ้นกับคนคนเดียว | มักมีทีมช่วยตรวจ |
ความต่อเนื่อง | สะดุดเมื่อเจ้าของไม่ว่าง | เสี่ยงเมื่อพนักงานลาออก | ต่อเนื่องกว่าในระดับองค์กร |
เหมาะกับ | กิจการเล็กที่เจ้าของเป็นนักบัญชี | รายการค้าเยอะทุกวัน หลายสาขา | SME เอกสารปานกลาง ยังไม่มีทีมบัญชี |
หมายเหตุเรื่องราคา: ค่าบริการทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแตกต่างกันตามปริมาณเอกสาร การจด VAT จำนวนพนักงาน และขอบเขตงาน ควรขอใบเสนอราคาจากหลายแห่งและเทียบขอบเขตงานให้ตรงกันก่อนเทียบราคา
ต้นทุนแฝงที่มักไม่ได้นับเมื่อเลือกทำเอง
· เวลาที่ผู้บริหารใช้ลงบัญชีแทนการหารายได้
· ค่าปรับและเงินเพิ่มเมื่อยื่นภาษีผิดหรือช้า เช่น เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระเมื่อยื่นหรือชำระล่าช้า (ประมวลรัษฎากร ม.27)
· ภาษีซื้อที่ขอคืนไม่ได้เพราะใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง
· ค่าแก้ไขบัญชีย้อนหลังก่อนส่งผู้สอบบัญชี
ผู้ทำบัญชีแทนผู้สอบบัญชีได้ไหม?
ไม่ได้ ทั้งสองเป็นคนละบทบาท และไม่ว่าจะทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงาน บริษัทจำกัดยังต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปี
ผู้ทำบัญชีบันทึกบัญชีและจัดทำงบภายใต้การกำกับของกิจการ ส่วนผู้สอบบัญชีตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบอย่างเป็นอิสระ งบการเงินของบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตโดยไม่มีข้อยกเว้นตามขนาด (พ.ร.บ.การบัญชี ม.11 วรรคสี่) ยกเว้นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) รับรองบัญชีเพื่อยื่น ภ.ง.ด.50 แทน
ในทางปฏิบัติตามหลักความเป็นอิสระ บุคคลหรือสำนักงานเดียวกันไม่ควรเป็นทั้งผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีของกิจการเดียวกัน เพราะเกิดความเสี่ยงการสอบทานงานของตนเอง
ควรเลือกแบบไหน? เกณฑ์ตัดสินใจ 6 ข้อ
ให้ตอบคำถามด้านล่างตามลำดับ ถ้าตอบ "ไม่" ตั้งแต่ข้อ 1 การทำเองโดยไม่มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกกฎหมาย
1. ในกิจการมีคนที่มีคุณสมบัติผู้ทำบัญชีครบ (วุฒิ สมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี สถานะใน e-Accountant) หรือไม่
2. คนนั้นมีเวลาลงบัญชีตามระยะเวลาที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน (ม.10) หรือไม่
3. กิจการจด VAT หรือไม่ ถ้าจด ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้ไม่มียอดขาย (ประมวลรัษฎากร ม.83) งานรายเดือนจะเพิ่มขึ้นชัดเจน
4. มีลูกจ้างหรือจ่ายค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นประจำหรือไม่
5. ปริมาณเอกสารต่อเดือนมากจนต้องมีคนบันทึกทุกวันหรือไม่
6. เจ้าของต้องการรายงานการบริหารรายสัปดาห์ หรือรายเดือนก็เพียงพอ
แนวทางตีความผลลัพธ์ (คำแนะนำเชิงปฏิบัติ)
· ตอบ "ใช่" ข้อ 1–2 และงานรายเดือนไม่มาก: ทำเองได้ แต่ควรมีผู้เชี่ยวชาญตรวจทานภาษีเป็นครั้งคราว
· ข้อ 1 "ไม่" และเอกสารไม่มาก: สำนักงานบัญชีมักเหมาะสุดในแง่ต้นทุนและการปฏิบัติตามกฎหมาย
· ข้อ 5–6 "ใช่" (รายการเยอะ ต้องการข้อมูลถี่): พิจารณาพนักงานบัญชีประจำ หรือแบบผสม
ตัวอย่างสถานการณ์ธุรกิจไทย (ตัวอย่างสมมติ)
บริษัท เอ จำกัด ร้านออนไลน์ขายของแต่งบ้าน ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท จด VAT แล้ว มีพนักงาน 2 คน เจ้าของจบบริหารธุรกิจ ไม่มีคุณสมบัติผู้ทำบัญชี ช่วงปีแรกเจ้าของลงรายรับรายจ่ายในสเปรดชีตเองและยื่น ภ.พ.30 เอง พอถึงสิ้นปีพบว่าใบกำกับภาษีซื้อหลายใบเป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อซึ่งนำภาษีซื้อมาหักไม่ได้ และยังไม่มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติลงชื่อรับทำบัญชี ทางออกคือจ้างสำนักงานบัญชีปรับปรุงบัญชีย้อนหลังก่อนส่งผู้สอบบัญชี และให้แอดมินภายในรับหน้าที่รวบรวมเอกสารรายเดือนแทน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี ร้านวัสดุก่อสร้าง 2 สาขา มีสต็อกหลายพันรายการ เอกสารซื้อขายเข้าทุกวัน จ้างสำนักงานบัญชีแต่ข้อมูลสต็อกไม่ทันใช้ตัดสินใจ จึงจ้างพนักงานบัญชีประจำที่มีคุณสมบัติผู้ทำบัญชีครบ และใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจทานภาษีรายไตรมาส
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตัดสินใจทำบัญชีเอง
· เข้าใจว่าบริษัทเล็กทำบัญชีเองได้เสมอ ทั้งที่ ม.19 บังคับให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติ
· ใช้ชื่อผู้ทำบัญชีที่ไม่ได้ทำงานจริง ผู้ทำบัญชีมีหน้าที่ตาม ม.20 และกิจการต้องควบคุมดูแลให้บันทึกถูกต้องตามจริง
· ไม่ตรวจสถานะผู้ทำบัญชีทุกปี เช่น ขาดสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติ
· เทียบราคาสำนักงานบัญชีโดยไม่เทียบขอบเขตงาน บางแห่งรวมภาษีรายเดือน ประกันสังคม และปิดงบ บางแห่งไม่รวม
· จ้างสำนักงานบัญชีแล้วไม่ส่งเอกสาร หน้าที่ส่งมอบเอกสารครบถ้วนเป็นของกิจการตาม ม.12
· คิดว่าผู้ทำบัญชีรับรองงบแทนผู้สอบบัญชีได้ บริษัทจำกัดยังต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจทุกปี
คำแนะนำจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
· เริ่มจากคำถามกฎหมายก่อนคำถามราคา ถ้าไม่มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติ ทางเลือก "ทำเองทั้งหมด" ตัดออกได้ทันที
· แยกงานบันทึกกับงานรับผิดชอบ เจ้าของหรือแอดมินเก็บเอกสารและบันทึกเบื้องต้นได้ แต่ควรมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตรวจและรับผิดชอบงบ
· ขอให้ผู้ทำบัญชียืนยันสถานะใน e-Accountant และสอบถามว่าแจ้งรับทำบัญชีของกิจการแล้วหรือยัง
· ตกลงรอบส่งเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ยื่นภาษีรายเดือนได้ทันกำหนด
· ทบทวนทุกปี เมื่อรายได้หรือจำนวนพนักงานเพิ่ม รูปแบบที่เคยเหมาะอาจไม่เหมาะแล้ว รวมถึงเกณฑ์วุฒิ ปวส. ที่ใช้ได้เฉพาะกิจการทุนไม่เกิน 5 ล้าน สินทรัพย์และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท
สรุป
ทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชีดี คำตอบเริ่มจากกฎหมาย บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามประกาศที่มีผล 1 มกราคม 2569 ถ้าในกิจการมีผู้มีคุณสมบัติและมีเวลา การทำเองเป็นไปได้ ถ้าไม่มี สำนักงานบัญชีมักเป็นทางเลือกที่คุ้มสำหรับ SME ที่เอกสารไม่มาก ส่วนกิจการที่รายการเยอะทุกวันอาจเหมาะกับพนักงานบัญชีประจำหรือแบบผสม ไม่ว่าเลือกแบบใด กิจการยังต้องส่งเอกสารครบถ้วนและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจงบทุกปี
เจ้าของบริษัทจบปริญญาตรีบัญชี เป็นผู้ทำบัญชีให้บริษัทตัวเองได้ไหม?
ได้ หากมีคุณสมบัติครบตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีผล 1 มกราคม 2569 คือมีวุฒิตามเกณฑ์ เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีที่ต่ออายุแล้ว ผ่านการทดสอบ e-Accountant กรณีเป็นผู้ทำบัญชีรายใหม่ อบรม CPD ครบตามที่กำหนด และแจ้งรับทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม งบการเงินยังต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่เป็นอิสระตรวจสอบ
ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้ว ยังต้องมีผู้ทำบัญชีอีกไหม?
ยังต้องมี โปรแกรมบัญชีเป็นเครื่องมือช่วยบันทึกและออกเอกสาร แต่กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลจัดให้มี "ผู้ทำบัญชี" ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด (พ.ร.บ.การบัญชี ม.19) โปรแกรมช่วยลดเวลาบันทึกและทำให้สำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชีทำงานได้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้แทนหน้าที่ตามกฎหมาย
จ้างพนักงานบัญชีจบ ปวส. ทำบัญชีบริษัทได้หรือไม่?
ได้ในบางกรณี ผู้ทำบัญชีวุฒิอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี ทำบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท เมื่อกิจการเติบโตเกินเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง ต้องเปลี่ยนเป็นผู้ทำบัญชีวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า
เปลี่ยนจากทำเองไปจ้างสำนักงานบัญชีกลางปีได้ไหม?
ได้ ควรปิดยอดถึงสิ้นเดือนล่าสุด ส่งมอบบัญชีและเอกสารทั้งหมดให้ผู้ทำบัญชีใหม่ และให้ผู้ทำบัญชีเดิมแจ้งยกเลิกการทำบัญชี ส่วนผู้ทำบัญชีใหม่แจ้งรับทำบัญชีในระบบ e-Accountant ภายใน 30 วัน ควรตรวจว่ารายงานภาษีรายเดือนที่ยื่นไปแล้วตรงกับบัญชี เพื่อไม่ให้ต้องแก้ไขย้อนหลังตอนปิดงบ
จ้างสำนักงานบัญชีแล้ว ถ้ายื่นภาษีผิด ใครรับผิดชอบ?
ในทางกฎหมาย ภาระภาษีและค่าปรับเป็นของกิจการในฐานะผู้เสียภาษี และ พ.ร.บ.การบัญชีให้กรรมการที่สั่งการหรือไม่ป้องกันต้องรับโทษด้วย (ม.40) ส่วนความรับผิดระหว่างกิจการกับสำนักงานบัญชีขึ้นกับสัญญาจ้าง จึงควรระบุขอบเขตงาน กำหนดส่งเอกสาร และความรับผิดกรณีผิดพลาดไว้ในสัญญาให้ชัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องใช้ผู้สอบบัญชีเหมือนบริษัทหรือไม่?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต แต่ต้องให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ตรวจสอบและรับรองบัญชีเพื่อยื่น ภ.ง.ด.50 ส่วนบริษัทจำกัดทุกแห่งต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทุกปี
ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชี ThaiRegisters ช่วยประเมินจากปริมาณงานจริงของกิจการคุณ
· ประเมินว่ากิจการต้องการผู้ทำบัญชีระดับวุฒิใดตามขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้
· รับทำบัญชีรายเดือน ยื่นภาษีรายเดือน และปิดงบการเงินประจำปี
· วางระบบให้ทีมภายในเก็บเอกสารและบันทึกเบื้องต้นได้ถูกต้อง (แบบผสม)
· ตรวจและปรับปรุงบัญชีย้อนหลังก่อนส่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
· ประสานงานผู้สอบบัญชีที่เป็นอิสระจากผู้ทำบัญชี
ข้อมูลที่ควรเตรียมเมื่อติดต่อ:
· ชื่อกิจการ ประเภทนิติบุคคล และทุนจดทะเบียน
· สถานะการจด VAT และจำนวนพนักงาน
· จำนวนเอกสารขายและซื้อโดยประมาณต่อเดือน
· โปรแกรมบัญชีหรือวิธีบันทึกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
· ปีล่าสุดที่ยื่นงบการเงินและ ภ.ง.ด.50




